CPR คืออะไร — ย่อมาจากอะไร
CPR ย่อมาจาก Cardiopulmonary Resuscitation แปลว่า "การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน" หรือที่คนไทยเรียกว่า "การปั๊มหัวใจ" เป็นเทคนิคการช่วยชีวิตฉุกเฉินที่ทำเมื่อหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน (Sudden Cardiac Arrest — SCA) หรือหยุดหายใจ
CPR ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก:
- Cardio (หัวใจ) — การกดหน้าอก (Chest Compression) เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญ
- Pulmonary (ปอด) — การช่วยหายใจ (Rescue Breathing) เพื่อส่งออกซิเจนเข้าปอด
ทำไม CPR จึงสำคัญ:
เมื่อหัวใจหยุดเต้น สมองจะเริ่มขาดออกซิเจนภายใน 4 นาที และเกิดความเสียหายถาวรภายใน 6-10 นาที (AHA, 2020) CPR ช่วยรักษาการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองได้ประมาณ 25-30% ของปกติ เพียงพอที่จะ "ซื้อเวลา" จนกว่าเครื่อง AED หรือทีม EMS จะมาถึง
CPR อย่างเดียว vs CPR + AED:
- CPR อย่างเดียว: อัตราการรอดชีวิต 5-10%
- CPR + AED ภายใน 3-5 นาที: อัตราการรอดชีวิต 50-70% (AHA, 2020)
นี่คือเหตุผลที่คู่มือนี้สอนทั้ง CPR และการใช้เครื่อง AED ควบคู่กัน
ลำดับ C-A-B (ตามมาตรฐาน AHA ตั้งแต่ปี 2010):
ปัจจุบันมาตรฐานคือ C-A-B ไม่ใช่ A-B-C แบบเก่า:
1. C — Compression (กดหน้าอกก่อน)
2. A — Airway (เปิดทางเดินหายใจ)
3. B — Breathing (ช่วยหายใจ)
เหตุผล: การกดหน้าอกทันทีสำคัญกว่าการช่วยหายใจ เพราะในนาทีแรกๆ เลือดยังมีออกซิเจนเหลืออยู่ การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองจึงเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ
วิธีทำ CPR ผู้ใหญ่ — ขั้นตอนละเอียด
สเปคการกดหน้าอกผู้ใหญ่ (อายุ 12 ปีขึ้นไป):
- ความลึก: 5-6 เซนติเมตร (ไม่ต่ำกว่า 5 ซม. ไม่เกิน 6 ซม.)
- อัตราเร็ว: 100-120 ครั้งต่อนาที
- อัตราส่วน: กด 30 ครั้ง : ช่วยหายใจ 2 ครั้ง (30:2)
- ตำแหน่ง: กึ่งกลางหน้าอก ระดับเดียวกับหัวนม
- ท่า: วางสันมือ (heel of hand) ซ้อนกัน แขนเหยียดตรง
เทคนิคที่ถูกต้อง:
1. คุกเข่าข้างผู้ป่วย ให้ไหล่อยู่ตรงเหนือมือพอดี
2. ใช้น้ำหนักตัวกดลง ไม่ใช่แค่แรงแขน
3. กดลึกพอ (5-6 ซม.) — คนส่วนใหญ่กดตื้นเกินไป
4. ปล่อยให้หน้าอกยกกลับเต็มที่ทุกครั้ง (full recoil) — อย่าพิงน้ำหนักค้างไว้
5. ลดช่วงหยุดกดให้สั้นที่สุด (ไม่เกิน 10 วินาทีสำหรับช่วยหายใจ)
Hands-Only CPR (กดหน้าอกอย่างเดียว):
ตาม AHA สำหรับผู้ใหญ่ที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ถ้าผู้ช่วยเหลือไม่ผ่านการอบรมหรือไม่สะดวกช่วยหายใจ การทำ Hands-Only CPR (กดหน้าอกอย่างเดียว 100-120 ครั้ง/นาที ไม่ต้องเป่าปาก) มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ CPR แบบ 30:2 ในนาทีแรกๆ
จังหวะที่จำง่าย: กดตามจังหวะเพลง "Stayin' Alive" ของ Bee Gees (103 BPM) — ตรงกับอัตรา 100-120 ครั้ง/นาทีพอดี
สลับผู้กด:
ถ้ามีคนช่วยหลายคน สลับกันกดทุก 2 นาที (5 รอบของ 30:2) เพราะคุณภาพการกดจะลดลงหลัง 2 นาทีแม้ผู้กดจะไม่รู้สึกเหนื่อย การสลับต้องทำให้เร็ว (ภายใน 5 วินาที)
วิธีทำ CPR เด็กและทารก — ข้อแตกต่างสำคัญ
การทำ CPR เด็กและทารกมีหลักการเหมือนผู้ใหญ่ แต่ปรับแรงกดและเทคนิคตามขนาดตัว
| เกณฑ์ | ผู้ใหญ่ (12+ ปี) | เด็ก (1-12 ปี) | ทารก (< 1 ปี) |
|-------|-----------------|---------------|---------------|
| ความลึก | 5-6 ซม. | ~5 ซม. (1/3 หน้าอก) | ~4 ซม. (1/3 หน้าอก) |
| อัตราเร็ว | 100-120/นาที | 100-120/นาที | 100-120/นาที |
| อัตราส่วน (1 คน) | 30:2 | 30:2 | 30:2 |
| อัตราส่วน (2 คน) | 30:2 | 15:2 | 15:2 |
| เทคนิค | สันมือ 2 ข้างซ้อน | สันมือ 1 หรือ 2 ข้าง | สันมือ 1 ข้าง / Two-Thumb |
| Hands-Only | ได้ | ไม่แนะนำ | ไม่แนะนำ |
CPR เด็ก (อายุ 1-12 ปี):
- ความลึก: ประมาณ 5 เซนติเมตร (หรือ 1/3 ของความลึกหน้าอก)
- อัตราเร็ว: 100-120 ครั้ง/นาที
- อัตราส่วน: 30:2 (ผู้ช่วย 1 คน) หรือ 15:2 (ผู้ช่วย 2 คน)
- เทคนิค: ใช้สันมือข้างเดียว (เด็กเล็ก) หรือสองมือซ้อน (เด็กโต)
- ข้อสำคัญ: สาเหตุหลักของหัวใจหยุดเต้นในเด็กคือปัญหาทางเดินหายใจ (ไม่ใช่หัวใจเหมือนผู้ใหญ่) จึงต้องช่วยหายใจร่วมด้วยเสมอ ไม่ควรทำ Hands-Only CPR ในเด็ก
CPR ทารก (อายุต่ำกว่า 1 ปี):
- ความลึก: ประมาณ 4 เซนติเมตร (หรือ 1/3 ของความลึกหน้าอก)
- อัตราเร็ว: 100-120 ครั้ง/นาที
- อัตราส่วน: 30:2 (ผู้ช่วย 1 คน) หรือ 15:2 (ผู้ช่วย 2 คน)
- เทคนิค (AHA 2025 อัปเดต):
- วิธีนิ้วหัวแม่มือสองนิ้ว (Two-Thumb Encircling Hands): ใช้หัวแม่มือทั้งสองข้างกดบนกระดูกหน้าอก มือโอบรอบตัวทารก — แนะนำเมื่อมีผู้ช่วย 2 คน
- วิธีสันมือข้างเดียว (Heel of One Hand): AHA 2025 อนุญาตให้ใช้สันมือข้างเดียวแทนเทคนิค 2 นิ้วแบบเก่า เพื่อความสม่ำเสมอของการกด
- ห้าม: ใช้สันมือทั้งสองข้างซ้อนกันแบบผู้ใหญ่ — แรงมากเกินไปสำหรับทารก
- ตำแหน่ง: กึ่งกลางหน้าอก ใต้แนวหัวนมเล็กน้อย
การช่วยหายใจทารก:
- ครอบปากและจมูกทารกพร้อมกัน (ไม่แยกเป่าเหมือนผู้ใหญ่)
- เป่าเบาๆ เพียงพอให้เห็นหน้าอกยกขึ้น
- ระวังอย่าเป่าแรงเกินไป อาจทำให้ท้องอืดหรือปอดบาดเจ็บ
ห่วงโซ่การรอดชีวิต — Chain of Survival
ตาม American Heart Association (AHA, 2020) การรอดชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นขึ้นอยู่กับ "ห่วงโซ่การรอดชีวิต" (Chain of Survival) ทุกห่วงต้องเชื่อมกัน ขาดห่วงใดห่วงหนึ่ง โอกาสรอดลดลงทันที
ห่วงที่ 1: รู้จักและโทรแจ้ง (Early Recognition & Call)
สังเกตอาการ: หมดสติ ไม่หายใจ หรือหายใจเฮือก (gasping) → โทร 1669 ทันที
- เวลาตอบสนอง EMS เฉลี่ยในกรุงเทพฯ: 8-12 นาที
- ต่างจังหวัด: อาจนานถึง 15-20 นาที
- ทั้งสองกรณีเกินช่วงเวลาทอง (3-5 นาที)
ห่วงที่ 2: CPR ทันที (Early CPR)
เริ่มกดหน้าอกทันทีหลังโทร 1669 ไม่ต้องรอ EMS
- CPR ช่วยรักษาการไหลเวียนเลือดที่ 25-30% ของปกติ
- เพียงพอป้องกันสมองเสียหายถาวร
ห่วงที่ 3: AED ทันที (Early Defibrillation)
ใช้เครื่อง AED ทันทีที่มี — AED คือสิ่งเดียวที่แก้ไข Ventricular Fibrillation (VF) ได้
- CPR อย่างเดียวไม่สามารถรีเซ็ตจังหวะหัวใจที่ผิดปกติได้
- ต้องใช้กระแสไฟฟ้าจาก AED เพื่อ "รีเซ็ต" หัวใจ
- อ่านคู่มือวิธีใช้เครื่อง AED: เครื่อง AED คืออะไร
ห่วงที่ 4: การดูแลขั้นสูง (Advanced Care)
ทีม EMS และโรงพยาบาลให้ยา IV ใส่ท่อช่วยหายใจ และการรักษาขั้นสูง
ห่วงที่ 5: การดูแลหลังกู้ชีพ (Post-Cardiac Arrest Care)
การดูแลในห้อง ICU เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำและฟื้นฟูสมอง
ห่วงที่ 2 และ 3 เป็นสิ่งที่คนทั่วไปทำได้ — และเป็นห่วงที่สร้างความแตกต่างมากที่สุด
CPR กับ AED — ทำไมต้องใช้คู่กัน
หลายคนเข้าใจผิดว่า CPR สามารถ "เริ่มต้นหัวใจใหม่" ได้ ความจริงคือ CPR ไม่สามารถทำให้หัวใจที่หยุดเต้นกลับมาเต้นปกติได้ — CPR แค่ "สูบฉีดเลือดแทนหัวใจ" ชั่วคราว
บทบาทของ CPR:
- สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมอง (25-30% ของปกติ)
- ป้องกันสมองเสียหายถาวร
- "ซื้อเวลา" จนกว่า AED จะมาถึง
- ทำให้หัวใจอยู่ในสภาวะที่ AED สามารถช็อกได้
บทบาทของ AED:
- วิเคราะห์จังหวะหัวใจ — ตรวจว่าเป็น VF หรือ VT ที่ต้องช็อกหรือไม่
- ส่งกระแสไฟฟ้า "รีเซ็ต" หัวใจ — สิ่งเดียวที่แก้ไข VF ได้
- ป้องกันการช็อกโดยไม่จำเป็น — ปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป
ทำไมต้องทำ CPR ก่อน AED:
ในหลายสถานการณ์ เครื่อง AED ไม่ได้อยู่ใกล้มือ ต้องส่งคนไปหยิบ ระหว่างรอ AED ต้องทำ CPR ไม่หยุด ถ้าหยุดกดหน้าอก เลือดหยุดไหลไปเลี้ยงสมอง เซลล์สมองเริ่มตายทันที
ลำดับที่ถูกต้อง:
1. โทร 1669 + ส่งคนไปหยิบ AED
2. เริ่ม CPR ทันที (ไม่รอ AED)
3. เมื่อ AED มาถึง → เปิดเครื่อง แปะแผ่น ทำตามเสียง
4. หลังช็อก (หรือไม่ต้องช็อก) → กลับมาทำ CPR ต่อ
5. ทำสลับจนกว่า EMS มาถึง
เครื่อง AED สมัยใหม่อย่าง Amoul i-Series มี CPR coaching — เสียงแนะนำจังหวะและความลึกของการกดหน้าอกขณะทำ CPR ช่วยให้ผู้ช่วยเหลือทำ CPR ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ่านเพิ่มเติม: เปรียบเทียบเครื่อง AED 5 แบรนด์ | คู่มือหัวใจหยุดเต้นฉุกเฉิน
เมื่อไรควรหยุด CPR
หลายคนสงสัยว่า "ทำ CPR ไปเรื่อยๆ หรือต้องหยุดเมื่อไร?" คำตอบ:
หยุด CPR เมื่อ:
1. ผู้ป่วยฟื้น — เริ่มหายใจเอง เคลื่อนไหว หรือตอบสนอง → จับนอนตะแคง (recovery position) รอ EMS
2. ทีม EMS มาถึง — ส่งมอบให้ทีมแพทย์ แจ้งเวลาที่เริ่มทำ CPR และจำนวนรอบ
3. เครื่อง AED สั่งให้หยุด — ขณะเครื่องวิเคราะห์จังหวะหัวใจ ต้องหยุดกดชั่วคราว
4. สถานที่ไม่ปลอดภัย — อาคารไฟไหม้ ก๊าซรั่ว น้ำท่วม → ย้ายผู้ป่วยก่อน
5. คุณหมดแรงจริงๆ — ถ้าไม่มีคนสลับและหมดแรงจนกดไม่ลึกพอ (ต่ำกว่า 5 ซม.) CPR ที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับไม่ทำ
อย่าหยุดเพราะ:
- กลัวทำผิด — CPR ที่ไม่สมบูรณ์แบบดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
- กลัวถูกฟ้อง — พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉินคุ้มครองผู้ช่วยเหลือ
- รู้สึกว่าซี่โครงหัก — ซี่โครงหักเป็นเรื่องปกติและรักษาได้ สมองที่ขาดออกซิเจนอาจกู้คืนไม่ได้
- ผู้ป่วยยังไม่ฟื้น — CPR ต้องทำต่อเนื่อง ผู้ป่วยอาจฟื้นหลังจากทำ CPR นานหลายสิบนาที
กฎหมายคุ้มครองผู้ทำ CPR ในประเทศไทย
พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 — Good Samaritan Law ของไทย
มาตรา 29 คุ้มครองผู้ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินโดยสุจริต คนทั่วไปที่ทำ CPR หรือใช้เครื่อง AED ช่วยผู้ป่วย ไม่ต้องรับผิดทางแพ่งหรืออาญา ตราบใดที่กระทำโดยสุจริตและเพื่อช่วยชีวิต
สิ่งที่คนไทยควรรู้:
- คุณไม่จำเป็นต้องเป็นหมอหรือพยาบาลจึงจะทำ CPR ได้
- คุณไม่จำเป็นต้องผ่านอบรมจึงจะทำ CPR ได้ (แต่แนะนำให้อบรมเพื่อเพิ่มความมั่นใจ)
- เครื่อง AED จะไม่ช็อกหัวใจที่เต้นปกติ — ไม่มีทางทำอันตรายผู้ป่วยจากการใช้ AED
- การไม่ช่วยเหลือ ≠ ปลอดภัยกว่า — ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ CPR มีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก
ที่ไหนเรียน CPR ในไทย:
- สภากาชาดไทย — หลักสูตร CPR สำหรับประชาชน
- สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)
- โรงพยาบาลต่างๆ จัดอบรม CPR เป็นระยะ
- หน่วยงาน/บริษัทสามารถเชิญวิทยากรมาอบรมในสถานที่ได้
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย AED: กฎหมาย AED ประเทศไทย — กฎกระทรวง ฉบับที่ 69
คำถามที่พบบ่อย
CPR ย่อมาจากอะไร
CPR ย่อมาจาก Cardiopulmonary Resuscitation แปลว่า "การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน" ประกอบด้วยการกดหน้าอก (ปั๊มหัวใจ) และการช่วยหายใจ เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองเมื่อหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน
กดหน้าอกลึกเท่าไร ทำ CPR กี่ครั้ง
ผู้ใหญ่: กดลึก 5-6 ซม. อัตรา 100-120 ครั้ง/นาที อัตราส่วน 30:2 (กด 30 ครั้ง ช่วยหายใจ 2 ครั้ง) เด็ก: ลึก ~5 ซม. ทารก: ลึก ~4 ซม. (1/3 ของหน้าอก) ทุกกลุ่มอายุใช้อัตราเร็ว 100-120 ครั้ง/นาที
CPR ประชาชน ทำอย่างไร ต้องเป่าปากไหม
ได้ สำหรับผู้ใหญ่ AHA แนะนำ Hands-Only CPR (กดหน้าอกอย่างเดียว 100-120 ครั้ง/นาที ไม่ต้องเป่าปาก) สำหรับผู้ช่วยเหลือที่ไม่ผ่านอบรม มีประสิทธิภาพใกล้เคียง CPR แบบ 30:2 ในนาทีแรก แต่สำหรับเด็กและทารกต้องช่วยหายใจร่วมด้วย
คนทั่วไปทำ CPR ได้ไหม ผิดกฎหมายไหม
ได้ ไม่ผิดกฎหมาย พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 คุ้มครองผู้ช่วยเหลือที่กระทำโดยสุจริต ไม่จำเป็นต้องผ่านอบรม CPR ที่ไม่สมบูรณ์แบบดีกว่าไม่ทำอะไร แนะนำอบรมเพื่อเพิ่มความมั่นใจ
ขั้นตอนการทำ CPR 7 ขั้นตอน มีอะไรบ้าง
1) ตรวจสอบความปลอดภัยและการตอบสนอง 2) โทร 1669 และขอ AED 3) จัดท่าผู้ป่วยและวางมือ 4) กดหน้าอก 30 ครั้ง (ลึก 5-6 ซม. อัตรา 100-120/นาที) 5) ช่วยหายใจ 2 ครั้ง 6) ใช้ AED ทันทีที่มาถึง 7) ทำ CPR ต่อจนกว่า EMS มาถึง
สนใจเครื่อง AED สำหรับองค์กรของคุณ?
Thunder Venture Group จัดจำหน่ายเครื่อง AED จาก Amoul พร้อมบริการหลังการขายครบวงจร สอบถามราคาและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันที