ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

CPR คืออะไร วิธีปั๊มหัวใจ 7 ขั้นตอน — คู่มือ CPR + AED ฉบับประชาชน

CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) คือ การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน โดยการกดหน้าอก (ปั๊มหัวใจ) และช่วยหายใจ เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญ เมื่อหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ทุกนาทีที่ไม่ได้รับ CPR โอกาสรอดลดลง 7-10% (AHA, 2020) แต่ CPR ร่วมกับเครื่อง AED ภายใน 3-5 นาที เพิ่มโอกาสรอดชีวิตจาก 5-10% เป็น 50-70% คู่มือนี้อธิบายวิธีทำ CPR ที่ถูกต้องตามมาตรฐาน AHA สำหรับผู้ใหญ่ เด็ก และทารก

Nattaya Phumwanpen ·

CPR คืออะไร — ย่อมาจากอะไร

CPR ย่อมาจาก Cardiopulmonary Resuscitation แปลว่า "การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน" หรือที่คนไทยเรียกว่า "การปั๊มหัวใจ" เป็นเทคนิคการช่วยชีวิตฉุกเฉินที่ทำเมื่อหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน (Sudden Cardiac Arrest — SCA) หรือหยุดหายใจ

CPR ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก: - Cardio (หัวใจ) — การกดหน้าอก (Chest Compression) เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญ - Pulmonary (ปอด) — การช่วยหายใจ (Rescue Breathing) เพื่อส่งออกซิเจนเข้าปอด

ทำไม CPR จึงสำคัญ: เมื่อหัวใจหยุดเต้น สมองจะเริ่มขาดออกซิเจนภายใน 4 นาที และเกิดความเสียหายถาวรภายใน 6-10 นาที (AHA, 2020) CPR ช่วยรักษาการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองได้ประมาณ 25-30% ของปกติ เพียงพอที่จะ "ซื้อเวลา" จนกว่าเครื่อง AED หรือทีม EMS จะมาถึง

CPR อย่างเดียว vs CPR + AED: - CPR อย่างเดียว: อัตราการรอดชีวิต 5-10% - CPR + AED ภายใน 3-5 นาที: อัตราการรอดชีวิต 50-70% (AHA, 2020)

นี่คือเหตุผลที่คู่มือนี้สอนทั้ง CPR และการใช้เครื่อง AED ควบคู่กัน

ลำดับ C-A-B (ตามมาตรฐาน AHA ตั้งแต่ปี 2010): ปัจจุบันมาตรฐานคือ C-A-B ไม่ใช่ A-B-C แบบเก่า: 1. C — Compression (กดหน้าอกก่อน) 2. A — Airway (เปิดทางเดินหายใจ) 3. B — Breathing (ช่วยหายใจ)

เหตุผล: การกดหน้าอกทันทีสำคัญกว่าการช่วยหายใจ เพราะในนาทีแรกๆ เลือดยังมีออกซิเจนเหลืออยู่ การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองจึงเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ

วิธีทำ CPR ผู้ใหญ่ — ขั้นตอนละเอียด

สเปคการกดหน้าอกผู้ใหญ่ (อายุ 12 ปีขึ้นไป): - ความลึก: 5-6 เซนติเมตร (ไม่ต่ำกว่า 5 ซม. ไม่เกิน 6 ซม.) - อัตราเร็ว: 100-120 ครั้งต่อนาที - อัตราส่วน: กด 30 ครั้ง : ช่วยหายใจ 2 ครั้ง (30:2) - ตำแหน่ง: กึ่งกลางหน้าอก ระดับเดียวกับหัวนม - ท่า: วางสันมือ (heel of hand) ซ้อนกัน แขนเหยียดตรง

เทคนิคที่ถูกต้อง: 1. คุกเข่าข้างผู้ป่วย ให้ไหล่อยู่ตรงเหนือมือพอดี 2. ใช้น้ำหนักตัวกดลง ไม่ใช่แค่แรงแขน 3. กดลึกพอ (5-6 ซม.) — คนส่วนใหญ่กดตื้นเกินไป 4. ปล่อยให้หน้าอกยกกลับเต็มที่ทุกครั้ง (full recoil) — อย่าพิงน้ำหนักค้างไว้ 5. ลดช่วงหยุดกดให้สั้นที่สุด (ไม่เกิน 10 วินาทีสำหรับช่วยหายใจ)

Hands-Only CPR (กดหน้าอกอย่างเดียว): ตาม AHA สำหรับผู้ใหญ่ที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ถ้าผู้ช่วยเหลือไม่ผ่านการอบรมหรือไม่สะดวกช่วยหายใจ การทำ Hands-Only CPR (กดหน้าอกอย่างเดียว 100-120 ครั้ง/นาที ไม่ต้องเป่าปาก) มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ CPR แบบ 30:2 ในนาทีแรกๆ

จังหวะที่จำง่าย: กดตามจังหวะเพลง "Stayin' Alive" ของ Bee Gees (103 BPM) — ตรงกับอัตรา 100-120 ครั้ง/นาทีพอดี

สลับผู้กด: ถ้ามีคนช่วยหลายคน สลับกันกดทุก 2 นาที (5 รอบของ 30:2) เพราะคุณภาพการกดจะลดลงหลัง 2 นาทีแม้ผู้กดจะไม่รู้สึกเหนื่อย การสลับต้องทำให้เร็ว (ภายใน 5 วินาที)

วิธีทำ CPR เด็กและทารก — ข้อแตกต่างสำคัญ

การทำ CPR เด็กและทารกมีหลักการเหมือนผู้ใหญ่ แต่ปรับแรงกดและเทคนิคตามขนาดตัว

| เกณฑ์ | ผู้ใหญ่ (12+ ปี) | เด็ก (1-12 ปี) | ทารก (< 1 ปี) | |-------|-----------------|---------------|---------------| | ความลึก | 5-6 ซม. | ~5 ซม. (1/3 หน้าอก) | ~4 ซม. (1/3 หน้าอก) | | อัตราเร็ว | 100-120/นาที | 100-120/นาที | 100-120/นาที | | อัตราส่วน (1 คน) | 30:2 | 30:2 | 30:2 | | อัตราส่วน (2 คน) | 30:2 | 15:2 | 15:2 | | เทคนิค | สันมือ 2 ข้างซ้อน | สันมือ 1 หรือ 2 ข้าง | สันมือ 1 ข้าง / Two-Thumb | | Hands-Only | ได้ | ไม่แนะนำ | ไม่แนะนำ |

CPR เด็ก (อายุ 1-12 ปี): - ความลึก: ประมาณ 5 เซนติเมตร (หรือ 1/3 ของความลึกหน้าอก) - อัตราเร็ว: 100-120 ครั้ง/นาที - อัตราส่วน: 30:2 (ผู้ช่วย 1 คน) หรือ 15:2 (ผู้ช่วย 2 คน) - เทคนิค: ใช้สันมือข้างเดียว (เด็กเล็ก) หรือสองมือซ้อน (เด็กโต) - ข้อสำคัญ: สาเหตุหลักของหัวใจหยุดเต้นในเด็กคือปัญหาทางเดินหายใจ (ไม่ใช่หัวใจเหมือนผู้ใหญ่) จึงต้องช่วยหายใจร่วมด้วยเสมอ ไม่ควรทำ Hands-Only CPR ในเด็ก

CPR ทารก (อายุต่ำกว่า 1 ปี): - ความลึก: ประมาณ 4 เซนติเมตร (หรือ 1/3 ของความลึกหน้าอก) - อัตราเร็ว: 100-120 ครั้ง/นาที - อัตราส่วน: 30:2 (ผู้ช่วย 1 คน) หรือ 15:2 (ผู้ช่วย 2 คน) - เทคนิค (AHA 2025 อัปเดต): - วิธีนิ้วหัวแม่มือสองนิ้ว (Two-Thumb Encircling Hands): ใช้หัวแม่มือทั้งสองข้างกดบนกระดูกหน้าอก มือโอบรอบตัวทารก — แนะนำเมื่อมีผู้ช่วย 2 คน - วิธีสันมือข้างเดียว (Heel of One Hand): AHA 2025 อนุญาตให้ใช้สันมือข้างเดียวแทนเทคนิค 2 นิ้วแบบเก่า เพื่อความสม่ำเสมอของการกด - ห้าม: ใช้สันมือทั้งสองข้างซ้อนกันแบบผู้ใหญ่ — แรงมากเกินไปสำหรับทารก - ตำแหน่ง: กึ่งกลางหน้าอก ใต้แนวหัวนมเล็กน้อย

การช่วยหายใจทารก: - ครอบปากและจมูกทารกพร้อมกัน (ไม่แยกเป่าเหมือนผู้ใหญ่) - เป่าเบาๆ เพียงพอให้เห็นหน้าอกยกขึ้น - ระวังอย่าเป่าแรงเกินไป อาจทำให้ท้องอืดหรือปอดบาดเจ็บ

ห่วงโซ่การรอดชีวิต — Chain of Survival

ตาม American Heart Association (AHA, 2020) การรอดชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นขึ้นอยู่กับ "ห่วงโซ่การรอดชีวิต" (Chain of Survival) ทุกห่วงต้องเชื่อมกัน ขาดห่วงใดห่วงหนึ่ง โอกาสรอดลดลงทันที

ห่วงที่ 1: รู้จักและโทรแจ้ง (Early Recognition & Call) สังเกตอาการ: หมดสติ ไม่หายใจ หรือหายใจเฮือก (gasping) → โทร 1669 ทันที - เวลาตอบสนอง EMS เฉลี่ยในกรุงเทพฯ: 8-12 นาที - ต่างจังหวัด: อาจนานถึง 15-20 นาที - ทั้งสองกรณีเกินช่วงเวลาทอง (3-5 นาที)

ห่วงที่ 2: CPR ทันที (Early CPR) เริ่มกดหน้าอกทันทีหลังโทร 1669 ไม่ต้องรอ EMS - CPR ช่วยรักษาการไหลเวียนเลือดที่ 25-30% ของปกติ - เพียงพอป้องกันสมองเสียหายถาวร

ห่วงที่ 3: AED ทันที (Early Defibrillation) ใช้เครื่อง AED ทันทีที่มี — AED คือสิ่งเดียวที่แก้ไข Ventricular Fibrillation (VF) ได้ - CPR อย่างเดียวไม่สามารถรีเซ็ตจังหวะหัวใจที่ผิดปกติได้ - ต้องใช้กระแสไฟฟ้าจาก AED เพื่อ "รีเซ็ต" หัวใจ - อ่านคู่มือวิธีใช้เครื่อง AED: เครื่อง AED คืออะไร

ห่วงที่ 4: การดูแลขั้นสูง (Advanced Care) ทีม EMS และโรงพยาบาลให้ยา IV ใส่ท่อช่วยหายใจ และการรักษาขั้นสูง

ห่วงที่ 5: การดูแลหลังกู้ชีพ (Post-Cardiac Arrest Care) การดูแลในห้อง ICU เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำและฟื้นฟูสมอง

ห่วงที่ 2 และ 3 เป็นสิ่งที่คนทั่วไปทำได้ — และเป็นห่วงที่สร้างความแตกต่างมากที่สุด

CPR กับ AED — ทำไมต้องใช้คู่กัน

หลายคนเข้าใจผิดว่า CPR สามารถ "เริ่มต้นหัวใจใหม่" ได้ ความจริงคือ CPR ไม่สามารถทำให้หัวใจที่หยุดเต้นกลับมาเต้นปกติได้ — CPR แค่ "สูบฉีดเลือดแทนหัวใจ" ชั่วคราว

บทบาทของ CPR: - สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมอง (25-30% ของปกติ) - ป้องกันสมองเสียหายถาวร - "ซื้อเวลา" จนกว่า AED จะมาถึง - ทำให้หัวใจอยู่ในสภาวะที่ AED สามารถช็อกได้

บทบาทของ AED: - วิเคราะห์จังหวะหัวใจ — ตรวจว่าเป็น VF หรือ VT ที่ต้องช็อกหรือไม่ - ส่งกระแสไฟฟ้า "รีเซ็ต" หัวใจ — สิ่งเดียวที่แก้ไข VF ได้ - ป้องกันการช็อกโดยไม่จำเป็น — ปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป

ทำไมต้องทำ CPR ก่อน AED: ในหลายสถานการณ์ เครื่อง AED ไม่ได้อยู่ใกล้มือ ต้องส่งคนไปหยิบ ระหว่างรอ AED ต้องทำ CPR ไม่หยุด ถ้าหยุดกดหน้าอก เลือดหยุดไหลไปเลี้ยงสมอง เซลล์สมองเริ่มตายทันที

ลำดับที่ถูกต้อง: 1. โทร 1669 + ส่งคนไปหยิบ AED 2. เริ่ม CPR ทันที (ไม่รอ AED) 3. เมื่อ AED มาถึง → เปิดเครื่อง แปะแผ่น ทำตามเสียง 4. หลังช็อก (หรือไม่ต้องช็อก) → กลับมาทำ CPR ต่อ 5. ทำสลับจนกว่า EMS มาถึง

เครื่อง AED สมัยใหม่อย่าง Amoul i-Series มี CPR coaching — เสียงแนะนำจังหวะและความลึกของการกดหน้าอกขณะทำ CPR ช่วยให้ผู้ช่วยเหลือทำ CPR ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านเพิ่มเติม: เปรียบเทียบเครื่อง AED 5 แบรนด์ | คู่มือหัวใจหยุดเต้นฉุกเฉิน

เมื่อไรควรหยุด CPR

หลายคนสงสัยว่า "ทำ CPR ไปเรื่อยๆ หรือต้องหยุดเมื่อไร?" คำตอบ:

หยุด CPR เมื่อ: 1. ผู้ป่วยฟื้น — เริ่มหายใจเอง เคลื่อนไหว หรือตอบสนอง → จับนอนตะแคง (recovery position) รอ EMS 2. ทีม EMS มาถึง — ส่งมอบให้ทีมแพทย์ แจ้งเวลาที่เริ่มทำ CPR และจำนวนรอบ 3. เครื่อง AED สั่งให้หยุด — ขณะเครื่องวิเคราะห์จังหวะหัวใจ ต้องหยุดกดชั่วคราว 4. สถานที่ไม่ปลอดภัย — อาคารไฟไหม้ ก๊าซรั่ว น้ำท่วม → ย้ายผู้ป่วยก่อน 5. คุณหมดแรงจริงๆ — ถ้าไม่มีคนสลับและหมดแรงจนกดไม่ลึกพอ (ต่ำกว่า 5 ซม.) CPR ที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับไม่ทำ

อย่าหยุดเพราะ: - กลัวทำผิด — CPR ที่ไม่สมบูรณ์แบบดีกว่าไม่ทำอะไรเลย - กลัวถูกฟ้อง — พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉินคุ้มครองผู้ช่วยเหลือ - รู้สึกว่าซี่โครงหัก — ซี่โครงหักเป็นเรื่องปกติและรักษาได้ สมองที่ขาดออกซิเจนอาจกู้คืนไม่ได้ - ผู้ป่วยยังไม่ฟื้น — CPR ต้องทำต่อเนื่อง ผู้ป่วยอาจฟื้นหลังจากทำ CPR นานหลายสิบนาที

กฎหมายคุ้มครองผู้ทำ CPR ในประเทศไทย

พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 — Good Samaritan Law ของไทย

มาตรา 29 คุ้มครองผู้ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินโดยสุจริต คนทั่วไปที่ทำ CPR หรือใช้เครื่อง AED ช่วยผู้ป่วย ไม่ต้องรับผิดทางแพ่งหรืออาญา ตราบใดที่กระทำโดยสุจริตและเพื่อช่วยชีวิต

สิ่งที่คนไทยควรรู้: - คุณไม่จำเป็นต้องเป็นหมอหรือพยาบาลจึงจะทำ CPR ได้ - คุณไม่จำเป็นต้องผ่านอบรมจึงจะทำ CPR ได้ (แต่แนะนำให้อบรมเพื่อเพิ่มความมั่นใจ) - เครื่อง AED จะไม่ช็อกหัวใจที่เต้นปกติ — ไม่มีทางทำอันตรายผู้ป่วยจากการใช้ AED - การไม่ช่วยเหลือ ≠ ปลอดภัยกว่า — ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ CPR มีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก

ที่ไหนเรียน CPR ในไทย: - สภากาชาดไทย — หลักสูตร CPR สำหรับประชาชน - สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) - โรงพยาบาลต่างๆ จัดอบรม CPR เป็นระยะ - หน่วยงาน/บริษัทสามารถเชิญวิทยากรมาอบรมในสถานที่ได้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย AED: กฎหมาย AED ประเทศไทย — กฎกระทรวง ฉบับที่ 69

คำถามที่พบบ่อย

CPR ย่อมาจากอะไร

CPR ย่อมาจาก Cardiopulmonary Resuscitation แปลว่า "การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน" ประกอบด้วยการกดหน้าอก (ปั๊มหัวใจ) และการช่วยหายใจ เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองเมื่อหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน

กดหน้าอกลึกเท่าไร ทำ CPR กี่ครั้ง

ผู้ใหญ่: กดลึก 5-6 ซม. อัตรา 100-120 ครั้ง/นาที อัตราส่วน 30:2 (กด 30 ครั้ง ช่วยหายใจ 2 ครั้ง) เด็ก: ลึก ~5 ซม. ทารก: ลึก ~4 ซม. (1/3 ของหน้าอก) ทุกกลุ่มอายุใช้อัตราเร็ว 100-120 ครั้ง/นาที

CPR ประชาชน ทำอย่างไร ต้องเป่าปากไหม

ได้ สำหรับผู้ใหญ่ AHA แนะนำ Hands-Only CPR (กดหน้าอกอย่างเดียว 100-120 ครั้ง/นาที ไม่ต้องเป่าปาก) สำหรับผู้ช่วยเหลือที่ไม่ผ่านอบรม มีประสิทธิภาพใกล้เคียง CPR แบบ 30:2 ในนาทีแรก แต่สำหรับเด็กและทารกต้องช่วยหายใจร่วมด้วย

คนทั่วไปทำ CPR ได้ไหม ผิดกฎหมายไหม

ได้ ไม่ผิดกฎหมาย พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 คุ้มครองผู้ช่วยเหลือที่กระทำโดยสุจริต ไม่จำเป็นต้องผ่านอบรม CPR ที่ไม่สมบูรณ์แบบดีกว่าไม่ทำอะไร แนะนำอบรมเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

ขั้นตอนการทำ CPR 7 ขั้นตอน มีอะไรบ้าง

1) ตรวจสอบความปลอดภัยและการตอบสนอง 2) โทร 1669 และขอ AED 3) จัดท่าผู้ป่วยและวางมือ 4) กดหน้าอก 30 ครั้ง (ลึก 5-6 ซม. อัตรา 100-120/นาที) 5) ช่วยหายใจ 2 ครั้ง 6) ใช้ AED ทันทีที่มาถึง 7) ทำ CPR ต่อจนกว่า EMS มาถึง

สนใจเครื่อง AED สำหรับองค์กรของคุณ?

Thunder Venture Group จัดจำหน่ายเครื่อง AED จาก Amoul พร้อมบริการหลังการขายครบวงจร สอบถามราคาและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันที